![]() |
| จาก Song and Song |
Did you know that the three most difficult things to say are: I love you, Sorry and help me คุณรู้ไหมว่าคำที่พูดยากมากที่สุด 3 คำ คือ ฉันรักเธอ ขอโทษ และ ช่วยฉันด้วย >O<".......******** Did you know that those who dress in black, are those who want to be unnoticed and need your help and understanding? คุณรู้ไหมว่าคนที่แต่งกายด้วยชุดสีดำ เป็นคนที่ไม่ต้องการให้ใครคอยสังเกต และต้องการความ ช่วยเหลือและความเข้าใจจากคุณ >_<********
say "Hi!"
วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
แด่ครอบครัว สุดที่ Love
วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2555
วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555
วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555
วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555
My Family
![]() |
| Younger |
| Hongkong |
![]() |
| ลำปาง |
![]() |
| บ้านอี๊หมวย วัดไทร |
..... •.¸.•´
...¸.•´
........ (
☻/
/▌
/ \
วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555
วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555
วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552
วิธีการผลิตไบโอดีเซล (Bio diesel)
เมทิลเอสเตอร์ (Methyl Eaters) หรือ เอทิลเอสเตอร์ (Ethyl Esters) + กลีเซอรีน
วิธีการผลิตไบโอดีเซล (Bio diesel) จากน้ำมันพืชใช้แล้ว
+ สารตั้งต้น +
1. น้ำมันมรกต (จากปาล์ม)
2. โปเตสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) หรือ โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) 1 % (กรัม : มิลลิลิตร)
3. เมทานอล (Methanol) หรือ เอทานอล (Ethanol) 25 %
+ ขั้นตอน +
1. นำน้ำมันพืชที่ทำจากปาล์มมาจำนวนหนึ่ง
2. ชั่งสารโปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) 1 % โดยน้ำหนัก ต่อปริมาตรของน้ำมันพืช (g/ml)
3. ตวงเมทานอลจำนวน 25% ของน้ำมันพืช แล้วผสมโปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ที่เตรียมไว้ คนให้เข้ากัน
4. อุ่นน้ำมันพืช ที่เตรียมไว้ให้ได้อุณหภูมิ 45-55 C ใช้เวลานานประมาณ 20 นาที ถึง 1 ชม. ขึ้นกับปริมาณ5. เทสารละลายโปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ กับเมทานอล ลงในน้ำมันพืชที่อุ่น คนเข้ากัน
6. ยกส่วนผสม ลงจากเตา ตั้งทิ้งไว้ จะเกิดการแยกชั้นระหว่าง เมทิลเอสเตอร์ กับ กลีเซอรีน
7. แยกน้ำมันไบโอดีเซล (เมทิลเอสเตอร์) ส่วนบนออกจากกลีเซอรีนด้านล่าง ถ้าต้องการเลี่ยงปฎิกิริยาการเกิด สบู่ขึ้น ให้เติมกรด เช่น กรดเกลือ (HCI) ลงไปที่สัดส่วนโมลเท่ากัน แล้วผ่านกระบวนการล้าง เพื่อกำจัด แอลกอฮอล์ และโปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ ที่ตกค้าง (ห้ามเทน้ำอย่างแรง หากไม่เติมกรดก่อน เนื่องจากจะ ทำให้เกิดสบู่ขึ้นได้)
8.นำไปเติมแทน หรือผสมน้ำมันดีเซลในรถกระบะ หรือเครื่องยนต์การเกษตร เครื่องยนต์เรือได้ดี

คัดลอกมาจาก http://www.pininterclub.com/index.php?option=com_content&task=view&id=78&Itemid=54
การทำน้ำยาล้างจาน จากขี้เถ้า
มนุษย์กับเคมี เป็นสิ่งที่คู่กันมาตั้งแต่เกิด จะเป็นการดีมากที่จะหลีกหนีจากเคมี กลับไปสู่ธรรมชาติอีกครั้ง น้ำยาล้างจานก็เช่นกัน ถึงจะบอกว่าปลอดภัยซักเพียงไหนก็ตาม แต่อย่าลืมว่าก็ยังคงทำจากสารเคมีจึงยังคงมีโอกาสอันตรายจากการสะสมในส่วนต่างๆของร่างกาย
จากการทำน้ำยาล้างจานนี้อาศัยภูมิปัญญาจากโบราณ แต่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าสามารถใช้งานได้เทียบเท่าน้ำยาล้างจานชั้นนำ ปราศจากเชื้อโรค ปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน ไม่มีฟองทำให้ประหยัดน้ำและล้างออกง่าย
อีกประการหนึ่ง ขี้เถ้ามีอยู่อย่างมากมายในชีวิตประจำวันของชาวอีสานจึงเป็นวัสดุที่หาได้ง่าย
เตรียมวัสดุ
1. ขี้เถ้า
2. น้ำเปล่า
3. น้ำมะนาวแท้
4. ผ้ากรอง / ตะแกรงกรองสิ่งสกปรก
5. กระดาษวัดค่า Ph
ขั้นตอนการทำ
1. ใช้น้ำ4ส่วน ผสมกับขี้เถ้า 1 ส่วนคนให้เข้ากัน ปิดฝาทิ้งไว้ 3 วัน
2. ขี้เถ้าจะตกตะกอน ค่อยๆตักน้ำส่วนที่ใส เทใส่ผ้ากรอง
3. นำน้ำขี้เถ้าที่กรองแล้ว ผสมกับน้ำมะนาว คนให้เข้ากัน ใช้กระดาษวัดค่า PH ให้ได้ค่าเป็น 7 (กระดาษจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง)
การใช้งาน
1. นำน้ำที่ผสมเสร็จแล้ว ไปล้างจานได้ทันทีโดยไม่ต้องผสมน้ำอีก
การทดสอบ ได้ผ่านการตรวจฆ่าเชื้อโรคโดยทำสอบตามกระบวนการตรวจทางวิทยาศาสตร์เป็นเวลา 7 วัน ปรากฏว่าไม่พบเชื้อโรคใดๆ และยังทำให้ภาชนะที่เป็นอลูมิเนียมหรือสแตนเลส เงางามสดใสได้อีกด้วย
คัดลอกมาจาก http://www.pininterclub.com/index.php?option=com_content&task=view&id=76&Itemid=54
วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2551
น้ำมันหอมระเหยประเภทต่างๆ
Ambric – Tamarind – Turmeric (มะขามป้อม)
มี Hi วิตามิน C คือ เป็นราชาแห่งสมุนไพร เป็นยาอายุวัฒนะ AHA จากธรรมชาติในมะขามป้อม รวมทั้งมะขามช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าให้สร้างเซลล์ผิวใหม่ให้ผิวขาวเนียนใสอ่อนเยาว์
มีสารแทนนิน และสารแทนโซนป้องกันเชื้อรา ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย บรรเทาอาการผดผื่นคัน ช่วยสมานแผยให้หายเร็ว ลดการอักเสบของแผลมีหนอง เหมาะสำหรับรักษาโรคผิวหนังบ กลากเกลื้อน สิว ฝ้า
อุดมด้วยโปรตีน น้ำตาลซูโครส และอื่น ๆ มีประโยชน์ต่อการบำรุงผิวอ่อนนุ่ม ชะลอและลดรอยเหี่ยวย่น เหมาะสำหรับผิวที่แพ้ง่าย ให้ความรู้สึกชุ่มชื่นอ่อนวัย
บำรุงผิว ลอกฝ้า ลบรอยจุดด่างดำ กระชับผิวหน้า รูขุมขนให้เล็กลง สมานผิว หรือแผลตึง แผลตื้นได้เร็วเหมาะสำหรับเด็กวัยรุ่น กรณีสิวที่หายแล้วแต่มีรอยแผลทำให้ตึงขึ้น และแผลตื้นได้เร็วขึ้น
มีสารแทนนิน ต่อต่านเชื้อแบคทีเรีย ชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ ชะลอรอยเหี่ยวย่น ป้องกันการเกิดมะเร็ง ต่อต้านอนุมูลอิสระและเสริมการไหลเวียนของโลหิต ปรับความดัน
ขจัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออก สร้างเซลล์ผิวใหม่ มีโปรตีน กรด ไขมันจำเป็น และ เบตาคาโรทีน บำรุงสุขภาพเล็บและผิวหนัง สมานผิวขาว ขจัดรอยด่าง ดำ มีผลดีในการต่อต่านไวรัสหลายสายพันธุ์ อาทิ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ คางทูม หัดเยอรมัน ฯลฯ
กลิ่นหอมคลาสสิค พร้อมมีสารสกัดจากธรรมชาติของขมิ้นและวิตามิน E บำรุงผิวพรรณสะอาด หอมสดใส
ลดความมันบนใบหน้า ฝ้าตกกระ กระชับรูขุมขน บนใบหน้าให้เล็กลง วิตามิน A และวิตามิน C จากเนื้อมะละกอช่วยผลัดเซลล์ผิวให้ขาวขึ้น
คัดลอกจาก http://www.nectec.or.th/courseware/siamculture/medical/spa01.html
Ka-La-Bun
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum camphora T.Fries
Syn. : Camphora officinarum Nees.
Lauras camphora Linn.
วงศ์ LAURACEAE
ชื่ออื่นๆ
ไทย : อบเชยญวน (Op-choei-yuan)
เงี้ยว : พรมเส็ง (Phrom-seng)
มาเลเซีย : คาปูร์ ตอฮอร์ (Kapur tohor)
ถิ่นกำเนิด
ญี่ปุ่น มาเลเซีย จีน อินโดนีเซีย อินเดีย
รูปลักษณะ
ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ใบสีเขียวแก่เป็นมัน เป็นไม้ที่ชอบขึ้นในประเทศที่มีอากาศหนาว ดอกเล็กสีเหลืองมีผลสีชมพู มีรสหอมร้อน
สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
รับประทานแก้ปวดท้องจุกเสียด ธาตุพิการ ขับลมในลำไส้ แก้ไอ ขับเสมหะ ขับน้ำเหลือง ใช้เป็นยาทาเพื่อถอนพิษอักเสบชนิดเรื้อรัง
page="pharma";
วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2550
วิธีการผลิตตะไคร้หอมไล่ยุงและมะไฟจีน
วัสดุ-อุปกรณ์
1. เปลือกต้นธูปสับเป็นชิ้นเล็กๆ ตากแดดให้แห้ง 2 ส่วน
2. เปลือกสะเดา, เปลือกต้นอีเหม็น, ผิวมะกรูด, หัวข่า , ตะไคร้หอม สับเป็นชิ้นเล็กๆ ในอัตราอย่างละ 1 ส่วน
3. น้ำตะไคร้หอมที่คั้นจากใบสด 1 ขวด
4. ก้านธูปทำจากไม้ไผ่ตากแดดให้แห้ง
วิธีการทำ
1. นำสมุนไพรที่เตรียมไว้ทั้งหมดมาสับให้ละเอียดและผึ่งแดดให้แห้งสนิท
2. นำสมุนไพรที่ผึ่งแห้งแล้วแต่ละชนิดเข้าเครื่องบดเพื่อให้สมุนไพรมีความละเอียด
3. ล่อนด้วยตะแกรงหรือใช้ผ้าขาวบางกรองอีกครั้งหนึ่งเอาเฉพาะส่วนที่เป็นผง เพื่อเวลาปั้นจะได้ง่าย หากสมุนไพรหยาบเกินไปจะทำให้ปั้นไม่ได้
4. นำสมุนไพรผงแต่ละชนิดมาคลุกเคล้ากัน โดยใช้อัตราส่วน 1:1 โดยน้ำหนัก ยกเว้นเปลือกต้นธูปให้ใช้ 2 เท่า
5. พอคลุกเคล้าได้ที่ ให้นำก้านธูปจุ่มในน้ำตะไคร้หอม หลังจากนั้นนำก้านมาคลุกใน ผงธูปเพื่อให้สมุนไพรต่าง ๆ ติดกับก้านธูป
6. ใช้มือคลึงให้สมุนไพรเสมอกัน
7. นำธูปที่ได้ไปจุ่มในน้ำตะไคร้แล้วนำขึ้นมาคลึงกับผงธูปอีกครั้ง โดยทำในลักษณะเช่นนี้ ทั้งหมด 5 ครั้งด้วยกัน
8. เสร็จแล้วนำธูปไปตากแดดให้แห้งสนิท แล้วบรรจุลงห่อ เคล็ดลับการทำ ในการคลึง ผู้ทำควรใช้มือคลึงให้เสมอกัน เพราะถ้าคลึงสมุนไพรไม่แน่นจะทำให้แตกง่าย และห้ามนำธูปไปตากแดดจัดๆ เพราะจะทำให้ธูปแตกได้
คัดลอก:-
การทำสารป้องกัน-กำจัดแมลง
1. น้ำสบู่ สบู่ ๑ ก้อน ใช้มีดขูดเป็นเป็นฝอย ละลายในน้ำน้ำอุ่น ๑ ลิตรผสม น้ำ ๑๕-๒๐ เท่าฉีดพ่นกำจัดแมลงปีกแข็ง หนอนตัวเล็กเล็กเพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้ง ถ้าผสมน้ำ ๑๐ เท่า ใช้ป้องกันกำจัดโรคพืชบางชนิดได้
2. น้ำพริกขี้หนู พริกขี้หนูแห้ง ๑ ขีด ต้มในน้ำ ๑ ลิตร ให้เดือด นำพริกมาตำให้ละเอียดละลายในน้ำต้มที่กรองเอาแต่น้ำมาผสมน้ำ ๑๐-๒๐ เท่า ผสมน้ำสบู่ ๔ ช้อนโต๊ะ ใช้ฉีดพ่นกำจัดเพลี้ยอ่อน หนอนต่างต่าง มดคันไฟ เพลี้ยจั๊กจั่น
3. น้ำสะเดา ใช้ใบสะเดา ๒ กิโลกรัม ใส่ถุงตาข่ายสีฟ้า เอาไม้ทุบพอช้ำๆ แช่น้ำ ๒๐ ลิตร ๑ คืน ใช้นำสะเดา ๒ ลิตร ผสมน้ำ ๒๐ ลิตร ผสมน้ำสบู่ ๔ ช้อนโต๊ะ ฉีดพ่นเวลาเย็น ๓ วัน ติดต่อกัน กำจัดหนอนได้ดี
4. น้ำกระเทียม ใช้น้ำส้มสายชู ๒๐๐ ซีซี ผสมกระเทียมตำ ๒ ขีด บวกน้ำสบู่ ๔ ช้อนโต๊ะ ละลายในน้ำ ๒๐ ลิตร กรองเอาแต่น้ำไปใช้ฉีดพ่น ควรฉีดพ่นในตอนเย็น หรือขณะไม่มีแสงอาทิตย์
5. น้ำตะไคร้หอม ใช้ใบตะไคร้หอมสับละเอียด ๒๐๐ กรัม ว่านหางจระเข้ ๒๐๐ กรัม ผ่าแล้วขูดวุ้นเอาแต่น้ำ กระเทียมตำละเอียด ๑๐๐ กรัม น้ำส้มสายชู ๑๐๐ ซีซี น้ำสบู่ ๔ ช้อนโต๊ะ ผสมในน้ำ ๒๐ ลิตร กรองเอาแต่น้ำใช้ฉีดพ่นเวลาเย็น ติดต่อกันเป็นเวลา
คัดลอกมาจาก:- www.geocities.com
น้ำยาล้างจาน (ปลอดสารพิษ)
เครื่องมือหรืออุปกรณ์
- กระป๋องพลาสติกมีฝาปิดความจุประมาณ 1 ลิตร 1 ใบ
- ตะกร้ามีรูใบเล็กขนาดใส่ในกระป๋องพลาสติกได้ 1 ใบ
- เครื่องชั่งน้ำหนักแบบมีจานรอง 1 เครื่อง
- ถ้วยตวงน้ำ 1 ใบ
- ช้อนสำหรับคน 1 คัน
- ผ้าขาวบางขนาด 15X15 นิ้ว 1 ผืน- ช้อนตวง 1 ชุด
วัสดุ
- เนื้อสับปะรดสับ 300 กรัม
- น้ำตาลทรายไม่ฟอกสี 2 ช.ต.
- หัวเชื้อ EM สด 2 CC.
- น้ำสะอาดไม่มีคลอรีน (น้ำประปาพักไว้ 1 คืน ก่อนนำมาใช้) 50 CC.
- ใบชา 1 หยิบมือ
ขั้นตอนการดำเนินการ
1. ล้างกระป๋องและตะกร้าพลาสติกทิ้งไว้ให้แห้ง นำตะกร้าใส่ในกระป๋องพลาสติก
ชั่งเนื้อสับปะรดสับ 300 กรัม โดยวางถุงพลาสติกบนจานรองก่อน แล้วนำไปเทใส่ในตะกร้า
2. น้ำตาลทรายไม่ฟอกสี น้ำสะอาด หัวเชื้อ EM สด และใบชา ชั่งและตวงตามสัดส่วนนำมาผสมเข้าด้วยกัน คนน้ำตาลจนละลายหมด เทลงในตะกร้าสับปะรด คนให้เข้ากันปิดฝาทิ้งไว้ 15 วัน (ในที่มีแสงน้อย ที่อุณหภูมิห้อง)
3. นำน้ำสกัดชีวภาพที่ได้มากรองด้วยผ้าขาวบางกรอกใส่ขวดไว้ใช่ ส่วนกากนำไปผสมดินใช้ปลูกต้นไม้
น้ำยาล้างจานสูตรนี้ระยะแรกๆ สีจะขุ่นต่อมาจะตกตะกอน กลิ่นจะฉุนคล้ายไวน์มากขึ้นเรื่อยๆ และสีจะใสน่าใช้ยิ่งขึ้นด้วย
วิธีใช้
ใช้ล้างจานโดยไม่ต้องผสมน้ำ ใช้เหมือนน้ำยาล้างจานทั่วไป ถ้าล้างจานจำนวนมากควรแช่จาน ในน้ำยาล้างจานผสมน้ำสัดส่วนน้ำยาล้างจาน 1 ส่วน น้ำ 5 ส่วนไว้ก่อน ประมาณ 20 นาทีก่อนล้างเพื่อให้สะอาดทั่วถึง แล้วล้างน้ำสะอาดจนกว่าแน่ใจว่าสะอาค ควรตากจานให้แห้งก่อนนำไปใช้ เพื่อป้องกันการตกค้างของจุลินทรีย์ในหยดน้ำที่เกาะอยู่บนจานเปลือกที่ปอกออกนำไปหมัก เป็นน้ำยาทำความสะอาดอเนกประสงค์ ทำปุ๋ยน้ำบำบัดกลิ่นและน้ำเสีย เพราะไม่มั่นใจว่าจะมีสารเคมี หรือปุ๋ยตกค้างอยู่หรือไม่จึงไม่ควรนำมาล้างจาน
น้ำยาล้างจานสูตรนี้ สามารถใช้เป็นน้ำยาล้างมือได้อย่างปลอดภัยทำให้มือนุ่ม ส่วนกากที่เหลือนำไปหมักใหม่ได้อีก โดยใช้สัดส่วนเหมือนเดิม หรือจะนำไปผสมดินปลูกต้นไม้ก็ได้
คัดลอกมาจาก :- ชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2550
วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2550
ผู้พันฮาร์แลนด์
อนุสรณ์แห่งความล้มเหลว
พ่อของเขาเสียชีวิตตอนที่เขาอายุได้เพียงห้าขวบ เขาต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ขณะอายุ 16 ปี ตอนอายุ 17 ปี เขาแสดงความสามารถพิเศษด้วยการตกงานติดต่อกันถึง 4 ครั้ง เขาแต่งงานตอนอายุ 18 ปี ปีถัดมาเขาได้เป็นพ่อคน แต่ชีวิตคู่ของเขาก็มีความ สุขอยู่ได้ไม่นานนัก อายุ 20 ปี ภรรยาของเขาพาลูกสาวหนีไป เพราะทนใช้ชีวิตกับ เขาไม่ได้ ช่วงอายุ 18-22 ปี เขาประกอบอาชีพเป็นคนขายตั๋วรถไฟแล้วก็ล้มเหลว แต่เขาก็ยัง ต่อสู้กับชีวิตด้วยการหาโอกาสให้ชีวิต แต่ทุกอย่างที่เขาทำก็ไม่วายล้มเหลว เหมือนเดิม เขาสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพแต่ก็ถูกขับออกมา หันเหมาสมัครเข้าโรงเรียนกฎหมาย แต่ด้วยความสามารถอันเอกอุ เขาถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี แล้วเขาก็ไปทำงานเป็นพนักงานขายประกัน แน่นอนที่สุด เขาล้มเหลวอีกครั้ง (แล้ว) แค่เกริ่นมาข้างต้นก็คงไม่ต้องบอกว่า ชายคนนี้ทำอะไรไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง ! แต่ก็อย่างว่าแหละ คนเราอะไรมันจะไม่ได้เรื่องไปเสียหมด สิ่งเดียวที่เขาพบว่า เขาทำได้ดีก็คือ การทำอาหาร ดังนั้นเขาจึงไปทำงานเป็นพ่อครัวและคนล้างจานในร้าน กาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ใช่ชีวิตที่ทรงคุณค่าอะไรเลยในความคิดของเขา ชีวิตที่ร้านกาแฟ เขามีเวลามากมายที่จะนั่งคิดและทำอะไรได้มากพอสมควร แต่เขา กลับเลือกใช้เวลานั่งคิดถึงภรรยาและลูกสาวของเขา เขาเพียรพยายามติดต่อภรรยาและอ้อนวอนให้เธอกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง แต่ได้รับคำปฏิเสธ เขาเปลี่ยนความ คิดใหม่ เขาไม่ต้องการภรรยาอีกต่อไป ขอเพียงแต่ได้ลูกสาวกลับคืนมาก็พอเพราะเขา รักและคิดถึงเธอเหลือเกิน เขาใช้เวลาว่างในร้านกาแฟวางแผนในการนำลูกสาวกลับคืนมาสู่อ้อมอกของตน เขาวางแผน ทุกขั้นตอนละเอียดยิบ คำนวณทุกฝีก้าว ในที่สุดแผนการอันแสนยาวนานก็เสร็จสิ้นลง เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ คุณพ่อวัยรุ่นผู้น่าสงสารซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้นอกบ้านหลังเล็กๆ ของภรรยาของ เขา เฝ้ามองลูกสาวของเขาเล่นอยู่หน้าบ้านและเตรียม พร้อมที่จะ "ลักพาตัวเธอ!" แล้ววันที่ตั้งใจไว้ก็มาถึง เขาซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้อย่างระมัดระวัง แม้จะรู้สึกกังวล ตื่นเต้น และตระหนก อยู่บ้าง แต่นั่นมิอาจเทียบได้กับความรักที่เขา มีต่อลูก เขาตัดสินใจที่จะต้องลงมือทำให้สำเร็จ แต่แล้วอนิจจา ... วันนั้นลูก สาวของเขาไม่ออกมาเล่นหน้าบ้านเลย แม้กระทั่งความพยายามในการก่ออาชญากรรม เขาก็ยังล้มเหลว เขารู้สึกเหมือนคนที่ พ่ายแพ้ต่อโชคชะตา รู้สึกเหมือนคนไม่มีค่า และเหมือนพระเจ้ากำหนดมาแล้วว่าเขาจะ ต้องอยู่เพียงลำพังไปตลอดชีวิต แต่เหมือนปาฏิหาริย์ ในที่สุดเขาก็สามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้ พวกเขาทำงานด้วยกันในร้านกาแฟแห่งนั้น ทำอาหารและล้างจานอยู่จนกระทั่งเขาเกษียณ ตอนอายุ 65ปี วันแรกของการเกษียณอายุ เขาได้รับเช็คเงินประกันสังคมฉบับแรกของเขา เป็นเงิน 105 ดอลลาร์ (ราวสี่พันบาท) เช็คดังกล่าวเหมือนเป็นตัวแทนของรัฐที่ฝากมาบอกเขาว่า เขาไม่อาจจะดูแลตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว ทั้งหมดที่เขาทำได้ก็คือใช้ชีวิต อยู่จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยเงินสนับสนุนจากรัฐบาล มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกถูกปฏิเสธ ล้มเหลว เสียกำลังใจ และท้อแท้ ชีวิต ของเขาได้รับความผิดหวังอีกครั้งหนึ่งหลังจาก 65 ปีอันยาวนาน เขาบอกกับตัวเองว่าถ้าเขาดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องมีชีวิตอยู่โดยให้รัฐบาลดูแล เขาก็ไม่สมควรจะมีชีวิตอีกต่อไป เขาตัดสินใจ (อีกแล้ว) ว่า " จะฆ่าตัวตาย " เขาหยิบกระดาษหนึ่งแผ่นกับดินสอหนึ่งแท่ง นั่งลงใต้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านอย่างสงบ ตั้งใจที่จะเขียนคำสั่งเสียและพินัยกรรม แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น กลับเหมือนมีอะไรมาดลใจ เหมือนเป็นครั้งแรกที่ชีวิตเกิดปัญญา เขาเริ่มต้นเขียนสิ่งที่เขาควรจะเป็น ชีวิตที่เขาควรจะมี และสิ่งที่เขาปรารถนาในช่วงชีวิตสุดท้ายที่เหลืออยู่เขาตกใจมาก เมื่อค้นพบความจริงในชีวิตว่า เขายังไม่เคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาสัก อย่างเลย ! (เพิ่งนึกได้) เขานั่งครุ่นคิดกับตัวเองอย่างจริงจัง มีบางอย่างที่เขาสามารถทำได้ บางอย่างที่คนที่รอบตัวทำสู้เขาไม่ได้ ใช่ ! เขารู้วิธีปรุงอาหาร ชีวิตเกือบทั้งหมดของเขา อยู่ที่หน้าเตาร้อนๆ มาตลอด เขาตัดสินใจกับตัวเองอีกครั้ง ในที่สุดเขาเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อทำอะไรสักอย่างในชีวิตให้ประสบความสำเร็จ เขาตั้งใจว่าถ้าเขาจะตาย เขาก็อยากจะตายในแบบที่ได้ลองพยายามเป็นใครสักคน และทำบางสิ่งบางอย่างที่มีค่าด้วยชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดของเขา เขาลุกจากเงาไม้ มุ่งหน้าไปยังธนาคารในเมือง เพื่อขอยืมเงินจำนวน 87 ดอลลาร์จากเช็คประกัน สังคมฉบับต่อไปของเขาด้วยเงิน 87 ดอลลาร์นั้น เขาซื้อกล่องเปล่าและ ไก่จำนวนหนึ่ง จากนั้นเขาก็กลับไปที่บ้านและลงมือทอดไก่ที่ซื้อมา ด้วยสูตรพิเศษที่เขาได้คิดค้นขึ้นมาในช่วงหลายปีที่ทำงานที่ร้านกาแฟนั้น เขาเริ่มขายไก่ทอดของเขาตามบ้านต่างๆ ในเมืองคอร์บิน รัฐเคนตั๊กกี้ของเขา แล้วคนขายไก่ทอดอายุ 65 ปีคนนั้นก็กลายมาเป็นผู้พันฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส ราชาผู้เป็นที่รักของอาณาจักร Kentucky Fried Chicken หรือที่เรารู้จักกันในนาม KFC นั่นเอง ตอนอายุ 65 ปี เขาเป็นเหมือนอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวที่ยังมีชีวิต แต่ในวัย 85 ปี เขาก็กลายเป็นเศรษฐีพันล้านและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก มีผู้คนให้เกียรติเขาทั่วประเทศ เรื่องราวชีวิตของผู้พันแซนเดอร์ส เป็นอีกบทหนึ่งของเรื่องราวความสำเร็จ ที่ได้รับคำยกย่องจากผู้คนทั่วโลก แต่ใครจะรู้บ้างว่าหากใต้ต้นไม้วันนั้น ผู้พันแซนเดอร์สได้ทำตามที่เขาตั้งใจไว้แต่แรก ตำนานไก่ทอดสะท้านโลกก็คงจะไม่มีให้เราได้เห็นกัน จริงอย่างที่เขาว่า ความสำเร็จกับความล้มเหลวห่างกันเพียงแค่พลิกฝ่ามือ มันอยู่ที่ว่าคุณเลือกที่จะ "สู้ต่อ" หรือ "ยอมแพ้" สำหรับผู้พันแซนเดอร์ส 65 ปี ของชีวิตที่ล้มเหลว เทียบคุณค่าอะไรไม่ได้เลยกับ 20 ปีแห่งความสำเร็จ แล้วชีวิตของคุณหละ ล้มเหลวมากพอหรือยัง ?****
ขอขอบคุณ นิตยสาร Financial Freedom เอื้อเฟื้อบทความ
วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2550
My niece' Ling Ling
กำลังโดดหอที่มาเก๊า






.jpg)





